ธุรกิจของบริษัท

บริษัท โรบินสัน จำกัด (มหาชน) ประกอบธุรกิจค้าปลีกประเภทห้างสรรพสินค้าภายใต้ชื่อ “โรบินสัน” และศูนย์การค้าภายใต้ชื่อ “โรบินสัน ไลฟ์สไตล์” โดยปัจจุบันมีสาขาครอบคลุมพื้นที่ที่มีศักยภาพทั่วประเทศจำนวนทั้งสิ้น 50 สาขา แบ่งเป็นกรุงเทพฯ และปริมณฑล 12 สาขา และต่างจังหวัด 38 สาขา อีกทั้งบริษัทฯ มีสาขาที่เปิดให้บริการในเวียดนามจำนวน 2 สาขา

วิสัยทัศน์

มุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำ Omni-Channel Department Store ควบคู่ไปกับการพัฒนาศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้าที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าแบบครบวงจรและดีที่สุดในประเทศไทย

พันธกิจ

  • พัฒนาและบริหารศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้า ให้เป็นศูนย์กลางที่สามารถตอบสนองการใช้ชีวิตในทุกไลฟ์สไตล์
  • ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเพื่อการเข้าถึงลูกค้าและสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ เพื่อก้าวสู่การเป็น Omni-Channel Department Store ที่สมบูรณ์แบบ
  • นำเสนอสินค้าและบริการที่ดีที่สุด พร้อมสร้างความแข็งแกร่งให้กับสินค้า Private Brands
  • ดำเนินธุรกิจตามหลักธรรมาภิบาลเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย
  • มีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความยั่งยืนควบคู่ไปกับการเติบโตของบริษัทฯ

ความเป็นมาและพัฒนาการ



2540

บริษัทฯ ได้รับอนุมัติให้โอนขายสินค้าคงเหลือพร้อมสิ่งตกแต่งและเครื่องใช้สำนักงานของแผนกเครื่องใช้ไฟฟ้าและ แผนกเครื่องกีฬาให้แก่บริษัท เพาเวอร์บาย จำกัด และ บริษัท ซีอาร์ซี สปอร์ต จำกัด ตามลำดับ และบริษัทฯ อนุมัติให้บริษัทดังกล่าวใช้พื้นที่ตามสาขาต่างๆ ของบริษัทฯ เพื่อดำเนินธุรกิจศูนย์จำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าและ เครื่องกีฬา โดยบริษัทฯได้รับผลตอบแทนในรูปของส่วนแบ่งรายได้ หรือค่าเช่าพื้นที่ และในเมษายน 2541 บริษัทฯ ได้ซื้อหุ้นของทั้ง 2 บริษัท โดยมีสัดส่วนในการถือหุ้นร้อยละ 40

2541

บริษัทฯ ได้ประกาศหยุดพักชำระหนี้สินทางการเงิน เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการประกาศเปลี่ยนแปลงค่าเงิน บาทเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2540

2543

วันที่ 2 พฤษภาคม 2543 ศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งให้ดำเนินการฟื้นฟูกิจการของบริษัทฯ และแต่งตั้งบริษัท โรบินสัน แพลนเนอร์ จำกัด เป็นผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัทฯ ต่อมาศาลล้มละลายกลางได้พิจารณาเห็นชอบ ด้วยกับแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัท และมีคำสั่งแต่งตั้งให้ บริษัท โรบินสัน แพลนเนอร์ จำกัด เป็นผู้บริหารแผน ในวันที่ 20 ธันวาคม 2543 นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้ปิดให้บริการสาขาดอนเมือง เนื่องจากการลงทุนให้ผลตอบแทน ไม่คุ้มค่า

2544

บริษัทฯ ได้ปิดให้บริการสาขาอนุสาวรีย์ เนื่องจากครบกำหนดระยะเวลาของสัญญาสิทธิการเช่าอาคารที่ได้ทำไว้กับ ผู้ให้เช่าประกอบกับการลงทุนเพื่อปรับปรุงสาขานี้ให้ผลตอบแทนไม่คุ้มค่า บริษัทฯ จึงคงเหลือสาขาที่เปิดให้บริการ ทั้งสิ้นรวม 18 สาขา แบ่งเป็นสาขาในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 9 สาขา และต่างจังหวัด 9 สาขา นอกจากนี้ บริษัทฯได้ออกหุ้นกู้ตามแผนฟื้นฟูกิจการ ให้แก่เจ้าหนี้การเงินไม่มีหลักประกัน โดยมีจำนวนเงินต้นรวมดอกเบี้ย 4,766.7 ล้านบาท

2545

บริษัทฯ ประสบความสำเร็จในการดำเนินการตามขั้นตอนที่สำคัญของแผนฟื้นฟูกิจการ อันได้แก่การเพิ่มทุนจาก 1,480.8 ล้านบาท เป็น 14,808.8 ล้านบาท การแปลงหนี้เป็นทุน การดำเนินการลดทุนลงร้อยละ 25 และการ ปลดหนี้ ทำให้ฐานะทางการเงินของบริษัทฯ ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีสาระสำคัญ และในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2545 หุ้นสามัญของบริษัทฯ ได้รับอนุญาตจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยให้กลับเข้าทำการซื้อขายได้ในหมวด พาณิชย์ตามปกติ

2546

ในเดือนมีนาคมบริษัทฯ ได้สละสิทธิ์ซื้อหุ้นเพิ่มทุนของบริษัท ซีอาร์ซีสปอร์ต จำกัด ทำให้สัดส่วนการถือหุ้นใน บริษัทดังกล่าวลดลงเป็นร้อยละ 29.19 ในเดือนพฤษภาคม บริษัทฯ ได้จัดกิจกรรมเปิดตัวภาพลักษณ์ใหม่ภายใต้แนวคิด "โรบินสัน…ใส่สีสันใหม่ให้ชีวิต” เพื่อแนะนำการกลับมาอีกครั้งหนึ่งของโรบินสัน และในเดือนธันวาคม ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วย คำเสนอขอแก้ไขแผนของลูกหนี้ เพื่อรองรับการซื้อคืนหุ้นกู้ตามโครงการรับซื้อคืนหุ้นกู้ก่อนครบกำหนดโดยสมัคร ใจ (Voluntary Debt Refinance Program หรือ "วีดีอาร์พี”)

2547

ในเดือนมกราคม บริษัท โรบินสัน เอสพีวี จำกัด ("เอสพีวี”) ได้ลงนามในสัญญากู้เงินกับสถาบันการเงิน 2 แห่ง เพื่อนำมาเป็นเงินทุนในการรับซื้อคืนหุ้นกู้ตามโครงการวีดีอาร์พี วงเงินกู้ระยะยาวในวงเงินไม่เกิน 2,700 ล้านบาท โดย ณ สิ้นปี 2547 เอสพีวี สามารถรับซื้อหุ้นกู้ตามโครงการดังกล่าวจากผู้ถือหุ้นกู้ได้เป็นจำนวนทั้งสิ้น 15,899,277 หน่วย หรือคิดเป็นร้อยละ 77.04 ของจำนวนคงเหลือทั้งหมด นอกจากนี้ ในวันที่ 22 มีนาคม ที่ประชุมเจ้าหนี้โดยการเรียกประชุมตามคำสั่งศาลล้มละลายกลาง มีมติเลือกตั้งกรรมการของผู้บริหารแผน ฝ่ายเจ้าหนี้การเงินที่ไม่มีหลักประกันใหม่ เพื่อทดแทนกรรมการชุดเดิมที่จะขอลาออก และในวันที่ 8 ธันวาคม บริษัทฯ ได้ซื้อหุ้นทั้งหมดจากผู้ร่วมทุนท้องถิ่นใน บริษัท ซีอาร์ ราชบุรี (ประเทศไทย) จำกัด จากเดิมร้อยละ 49.99 เป็นร้อยละ 99.99 เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารงานมากยิ่งขึ้น

2548

บริษัทฯ มีการลงทุนเปิดสาขาใหม่จำนวน 1 สาขา ได้แก่ สาขารัตนาธิเบศร์ และบริษัทฯ มีการจ่ายชำระหนี้หุ้นกู้ คงค้างตามแผนฯ ได้ก่อนกำหนดทั้งหมดในวันที่ 19 ธันวาคม 2548 ทำให้บรรลุผลสำเร็จตามแผนฟื้นฟูกิจการโดย ใช้แหล่งเงินทุนจากเงินสดจากการดำเนินงานบางส่วนและจากการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินภายในประเทศ

2549

ศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2549 และบริษัทฯได้จัดการประชุม สามัญผู้ถือหุ้นเป็นครั้งแรกภายหลังจากการกลับเข้าสู่สถานะปกติ โดยที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นได้มีมติแต่งตั้ง กรรมการบริษัทจำนวน 10 ท่าน เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2549 ซึ่งประกอบด้วยกรรมการอิสระจำนวน 3 ท่าน นอกจากนี้ ในเดือนพฤศจิกายน บริษัทฯ ได้เปิดให้บริการสาขาใหม่ สาขาที่ 20 สาขาอยุธยา โดยใช้เงินลงทุน ประมาณ 347 ล้านบาท

2550

บริษัทฯ ประกาศจ่ายเงินปันผลเป็นครั้งแรก หลังจากที่ศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ โดย จ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตรา 0.32 บาทต่อหุ้น และตามมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2550 เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2550 บริษัทฯ ได้ลดทุนจดทะเบียนโดยวิธีลดมูลค่าหุ้นที่จดทะเบียนจากเดิมมูลค่าหุ้นละ 10 บาท เป็นมูลค่าหุ้นละ 3.55 บาท และโอนส่วนเกินมูลค่าหุ้นและกำไรสะสมที่ยังไม่จัดสรรมาล้างส่วนต่ำกว่ามูลค่าให้หมด ไปเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานการบัญชีของสมาคมวิชาชีพนักบัญชี อนึ่ง เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2550 กรม พัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ได้ดำเนินการจดทะเบียนการลดทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว และแก้ไขหนังสือ บริคณห์สนธิของบริษัทฯ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และในเดือนกันยายน บริษัทฯ ได้เปิดให้บริการสาขาใหม่ โรบินสัน จังซีลอน เป็นสาขาที่ 21 และเป็นสาขาที่ 2 ในจังหวัดภูเก็ต โดยใช้เงินลงทุนประมาณ 132 ล้านบาท

2551

บริษัทฯ ได้จำหน่ายสิทธิการเช่าและสินทรัพย์ของ ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน สาขาสีลม ให้กับ บริษัท สีลม แอสเซ็ทส์ จำกัด ในมูลค่าสุทธิทั้งสิ้น 230 ล้านบาท และ บริษัทฯ ได้หยุดให้บริการสาขานี้ในเดือนมิถุนายน ต่อมาใน เดือนตุลาคม ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2551 ได้มี มติอนุมัติการเข้าทำรายการที่เกี่ยวโยงกัน เรื่องการให้เช่าที่ ดินบริเวณถนนศรีนครินทร์ ระหว่างบริษัท โรบินสันนครินทร์ จำกัด และบริษัท เซ็นทรัล พัฒนา จำกัด (มหาชน) ซึ่งมี มูลค่ารายการรวม 387 ล้านบาท โดยแบ่งชำระเป็น 4 งวด นอกจากนี้ ที่ประชุมฯ ยังได้มีมติอนุมัติการแก้ไขข้อบังคับ บริษัท เกี่ยวกับการซื้อหุ้นของบริษัทคืน ซึ่งต่อมาที่ประชุม คณะกรรมการบริษัทได้มีมติให้เข้าทำโครงการซื้อหุ้นคืน เพื่อบริหารการเงินภายในวงเงิน 536 ล้านบาท หรือจำนวน หุ้นที่ซื้อคืนไม่เกินร้อยละ 10 ของหุ้นจำหน่ายได้แล้วทั้งหมด ของบริษัทฯ โดยเริ่มโครงการตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน 2551 ถึงวันที่ 22 พฤษภาคม 2552

2552

บริษัทฯ เปิดให้บริการสาขาใหม่จำนวน 2 สาขา ได้แก่ สาขาชลบุรี และ สาขาขอนแก่น เป็นสาขาลำดับที่ 22 และ 23 ตามลำดับ โดยมีงบลงทุนรวมกว่า 1,200 ล้านบาท โดยทั้ง 2 แห่ง เป็นสาขาขนาดใหญ่ มีพื้นที่ขายรวมประมาณ 32,000 ตารางเมตร นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้ดำเนินโครงการ ซื้อหุ้นคืนเพื่อบริหารการเงินจนครบกำหนดระยะเวลาใน การซื้อหุ้นคืนแล้ว เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2552 โดย สามารถซื้อหุ้นคืนได้จำนวน 6,765,000 หุ้น หรือคิดเป็น ร้อยละ 0.61 ของทุนชำระแล้ว ทั้งนี้ คณะกรรมการบริษัทได้ มีมติอนุมัติการจำหน่ายหุ้นที่ซื้อคืนด้วยวิธีการขายในตลาด หลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยมีระยะเวลาในการขายหุ้นที่ ซื้อคืนตั้งแต่วันที่ 23 พฤศจิกายน 2552 ถึงวันที่ 22 พฤษภาคม 2555

2553

บริษัทฯ ได้ทำการเปิดสาขาใหม่ 1 สาขา ได้แก่ สาขาตรัง ซึ่งเป็น ห้างสรรพสินค้าโรบินสันลำดับที่ 24 ด้วยงบลงทุนกว่า 650 ล้าน บาท โดยเป็นการพัฒนาห้างสรรพสินค้าในรูปแบบใหม่ นั่นคือ รูปแบบ "ไลฟสไตล์เซ็นเตอร์” นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2553 บริษัทฯ ได้รับชำระคืนหนี้เงินกู้ส่วนหนึ่งรวมเป็นจำนวน 448 ล้านบาท จากบริษัทร่วมแห่งหนึ่งซึ่งได้เคยกู้ยืมเงินจากบริษัทฯ มาเป็นระยะเวลานานแล้ว โดยบริษัทฯ เคยได้ทำการตั้งค่าเผื่อหนี้ สงสัยจะสูญของเงินต้นและดอกเบี้ยของเงินกู้ยืมนี้ทั้งจำนวน ตั้งแต่ ปี 2541 อนึ่ง จากการที่คณะกรรมการบริษัทได้มีมติอนุมัติการขาย หุ้นที่ซื้อคืนเมื่อปี 2552 นั้น บริษัทฯ ได้เริ่มดำเนินการขายหุ้นที่ ซื้อคืนเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2553 โดย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2553 บริษัทฯ ยังคงมีจำนวนหุ้นที่ซื้อคืนและยังไม่ได้จำหน่ายคงเหลือ ทั้งหมด 3,674,800 หุ้น

2554

บริษัทฯ ได้เปิดให้บริการสาขาใหม่จำนวน 3 แห่ง ทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด ได้แก่ สาขาเชียงราย สาขาพิษณุโลก และสาขาพระราม 9 ซึ่งใช้งบลงทุนสำหรับสาขาใหม่ทั้งหมดกว่า 2,145 ล้านบาท โดยมีสาขาพระราม 9 เป็น Flagship Store แห่งใหม่ของห้างฯ โรบินสันในกรุงเทพ ด้วยขนาดพื้นที่ขายมากกว่า 20,000 ตารางเมตร อีกทั้งได้ดำเนินการขายหุ้นที่ซื้อคืนตามโครงการซื้อหุ้นคืนเพื่อบริหารการเงินได้ครบทั้งจำนวนแล้วเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2554 นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้เข้าเป็นหนึ่งในหุ้นที่ใช้คำนวณดัชนี SET50 ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นครั้งแรกโดยเริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม รวมทั้งได้รับการจัดอันดับเป็น 1 ในสุดยอด 200 บริษัทจากทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่มีผลประกอบการที่เติบโตอย่างต่อเนื่องและมีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง สำหรับกลุ่มบริษัทที่มีรายได้ไม่เกิน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ "Asia’s 200 Best Under a Billion” ประจำปี 2554 จากการจัดอันดับของนิตยสารฟอร์บส์ เอเชีย (Forbes Asia) ซึ่งมีบริษัทจดทะเบียนของไทยที่ติดอันดับในปีนี้เพียง 5 แห่งเท่านั้น

2555

บริษัทฯ ได้เริ่มดำเนินแผนการขยายสาขาเชิงรุก โดยเปิดให้บริการสาขาใหม่ถึง 5 แห่ง ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด ได้แก่ สาขาสุพรรณบุรี (รูปแบบไลฟ์สไตล์ เซ็นเตอร์) สาขาบางนา สาขาสุราษฏร์ธานี สาขาบางแค และสาขาลำปาง ทำให้ ณ สิ้นปีบริษัทฯ มีจำนวนสาขาทั้งสิ้น 30 แห่งทั่วประเทศ โดยแบ่งเป็น 11 สาขาในกรุงเทพฯและ 19 สาขาในต่างจังหวัด นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้รับเงินปันผลระหว่างกาลจากบริษัทร่วมทั้ง 2 แห่ง คือ บริษัท พาวเวอร์บาย จำกัด และ บริษัท ซีอาร์ซีสปอร์ต จำกัด รวมจำนวน 1,386 ล้านบาท

2556

บริษัทฯดำเนินแผนขยายสาขาเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง โดยเปิดให้บริการสาขาใหม่ 5 แห่ง ซึ่งเป็นรูปแบบไลฟ์สไตล์ เซ็นเตอร์ 4 แห่ง ได้แก่ สาขากาญจนบุรี สาขาสกลนคร สาขาสระบุรี และสาขาสุรินทร์ และเป็นสาขาในศูนย์การค้า 1 แห่ง คือ สาขาอุบลราชธานี 2 ขณะที่บริษัทฯ ได้ปิด ให้บริการสาขารัชดาภิเษก เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2556 เนื่องจากสิ้นสุดสัญญาเช่า ทำให้ ณ สิ้นปีบริษัทฯ มีจำนวน สาขาทั้งสิ้น 34 แห่งทั่วประเทศ โดยแบ่งเป็น 10 สาขา ใน กรุงเทพฯและ 24 สาขาในต่างจังหวัด นอกจากนี้บริษัทฯ ได้รับการจัดอันดับเป็น 1 ในสุดยอด 200 บริษัทจากทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่มีผลประกอบการที่เติบโตอย่างต่อเนื่องและมีฐานะทาการเงินที่แข็งแกร่ง สำหรับกลุ่มบริษัทที่มีรายได้ไม่เกิน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ "Asia’s 200 Best Under a Billion” ประจำปี 2556 ซึ่งเป็นครั้งที่ 2 นับจากปี 2554 ที่บริษัทฯได้รับการจัดอันดับจากนิตยสารฟอร์บส์ เอเชีย (Forbes Asia)

2557

บริษัทฯได้มีมติจัดตั้ง บริษัทย่อย Robinson Department Store Vietnam Joint Stock Company เพื่อดำเนินการ ลงทุนธุรกิจห้างสรรพสินค้าในประเทศเวียดนาม และ ได้เปิดบริการอย่างเป็นทางการสำหรับ ห้างสรรพสินค้าโรบินส์ สาขาฮานอย และสาขาโฮจิมินห์ ซิตี้ ซึ่งเป็นก้าวที่สำคัญของบริษัทฯ ในการเดินหน้าธุรกิจห้างสรรพสินค้าในเวียดนาม บริษัทฯ ดำเนินขยายสาขาเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง โดยเปิดให้ บริการสาขาใหม่ 5 แห่ง ซึ่งเป็นรูปแบบไลฟ์สไตล์เซ็นเตอร์ ได้แก่ สาขาฉะเชิงเทรา สาขาร้อยเอ็ด สาขาสมุทรปราการ สาขาปราจีนบุรี และสาขามุกดาหาร นอกจากนี้ บริษัทฯ ยัง ได้รับรางวัล "สถานประกอบกิจการดีเด่น" ด้าน แรงงานสัมพันธ์และสวัสดิการแรงงานจากกระทรวงแรงงาน และสวัสดิการสังคม ในฐานะสถานประกอบการที่เอาใจใส่พนักงาน เพื่อให้พนักงานมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีความก้าวหน้าในการทำงาน

2558

บริษัทฯ ดำเนินแผนขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง โดยเปิดให้บริการสาขาใหม่ 4 แห่ง ซึ่งเป็นรูปแบบ ไลฟ์สไตล์เซ็นเตอร์ 3 แห่ง ได้แก่ สาขาบุรีรัมย์ สาขาศรีสมาน และสาขาแม่สอด และได้มีการเปิดสาขาภายในศูนย์การค้า 1 แห่ง คือ สาขาระยอง นอกจากนี้ทางบริษัทฯ ได้มีการปรับปรุงสาขาเก่าอย่างต่อเนื่องให้มีความทันสมัยและตอบสนองต่อความต้องการและวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปของลูกค้า ทางบริษัทฯได้มีการปิดห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ลาดหญ้า เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2558 เนื่องจากสิ้นสุดสัญญาเช่า บริษัทฯยังได้รับรางวัล “สถานประกอบกิจการดีเด่น” ด้านแรงงานสัมพันธ์และสวัสดิการแรงงาน ติดต่อกันเป็นปีที่ 10 จากกระทรวงแรงงานและกรมสวัสดิการสังคม

2559

บริษัทฯดำเนินแผนขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง โดยเปิดให้บริการสาขาใหม่ 2 แห่ง ได้แก่ ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน นครศรีธรรมราช ในศูนย์การค้า และเปิดโรบินสันไลฟ์สไตล์ ลพบุรี โดยเป็นรูปแบบใหม่ภายใต้แนวคิด EAT-SHOP-PLAY และเป็นสาขาแรก ที่มีการริเริ่มการรวมพื้นที่ห้างสรรพสินค้า และพื้นที่ร้านค้าในศูนย์การค้าเข้าด้วยกัน (Integrated layout) รวมถึงการปรับปรุงสาขาเก่าอย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้นทางบริษัทฯได้มีการเพิ่มความหลากหลายของแผนกสินค้ากิ๊ฟช๊อป ภายใต้แบรนด์ "จัสท์ บาย" (Just buy) พร้อมทั้งเปิดตัวกลุ่มสินค้า “เกรทแวลู” (Great Value) ภายใต้แนวคิด“ราคาเดียวตลอด 365 วัน“ ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้า ทั้งนี้บริษัทฯ ยังได้รับรางวัล”สถานประกอบกิจการดีเด่น” ติดต่อกันเป็นปีที่ 11 ด้านแรงงานสัมพันธ์และสวัสดิการแรงงานจากกระทรวงแรงงานและกรมสวัสดิการสังคม

2560

บริษัทฯ ได้เปลี่ยนชื่อจาก บริษัท ห้างสรรพสินค้า โรบินสัน จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัท โรบินสัน จำกัด (มหาชน) เพื่อให้สอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจที่มีอยู่ในปัจจุบัน และที่จะดำเนินต่อไปในอนาคตอีกทั้งยังได้แต่งตั้ง คุณวุฒิเกียรติ เตชะมงคลาภิวัฒน์ เป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่แทนคุณ อลัน จอร์ซ ทอมสัน ที่ได้ลาออก นอกจากนี้บริษัทฯ ยังคงดำเนินการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง โดยเปิดให้บริการสาขาใหม่ 3 แห่ง ได้แก่ ศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์เพชรบุรี ห้างสรรพสินค้าโรบินสันมหาชัย ซึ่งตั้งอยู่ในศูนย์การค้า และศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์กำแพงเพชร ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่บริษัทฯ พัฒนาศูนย์การค้าขนาดเล็กเพื่อตอบโจทย์ตามขนาดเมืองและจำนวนประชากร และบริษัทฯ ได้ขายเงินลงทุนในสาขาอุบลราชธานี 1 เนื่องจากมีสาขาอุบลราชธานี 2 ซึ่งเปิดดำเนินการอยู่แล้ว และสามารถรองรับการเติบโตของจังหวัดและลูกค้าได้อย่างเพียงพอ ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังได้รับคะแนน 100 คะแนนเต็มจากโครงการประเมินคุณภาพการจัดประชุมผู้ถือหุ้นจากสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย (Thai Investor Association) รางวัลบริษัทจดทะเบียนด้านนักลงทุนสัมพันธ์ดีเด่นในงาน Set Awards 2017 ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้แก่บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่มีความโดดเด่นด้านการดำเนินกิจกรรมนักลงทุนสัมพันธ์ และรางวัล “สถานประกอบกิจการดีเด่น” ด้านแรงงานสัมพันธ์และสวัสดิการแรงงาน จากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน ติดต่อกันเป็นปีที่ 12



การเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการปี 2561



มีนาคม

บริษัทฯ ได้มีการพัฒนาและปรับปรุงสินค้าอย่างต่อเนื่องในกลุ่มสินค้าต่าง ๆ ที่เป็น Signature categories รวมถึงรายการส่งเสริมการขายต่างๆ อาทิ การจัด “RobinsOn Jeans 2018” ที่ โรบินสันอุบลราชธานี และมีแผนดำเนินการต่อเนื่องไปอีก 20 จังหวัดทั่วประเทศไทยในปีนี้

มิถุนายน

บริษัทฯ ได้เปิดศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ชลบุรี เป็นลำดับที่ 21 บนทำเลศักยภาพใกล้นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร บนพื้นที่ 36,000 ตารางเมตร โดยการออกแบบอาคารทั้งภายในและภายนอกได้แรงบันดาลใจมาจากคลื่นท้องทะเลมาประยุกต์ให้เข้ากับศูนย์การค้า อีกทั้ง ยังมีการรวมพื้นที่ทั้งศูนย์การค้าและพื้นที่ห้างสรรพสินค้าเข้าด้วยกัน (Integrated layout) โดยมีร้านค้า ร้านอาหาร และสินค้าที่ครบครัน พร้อมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ และสวนสนุกสำหรับเด็กสไตล์ญี่ปุ่น (Japanese theme) เพื่อให้เป็นศูนย์กลางการใช้ชีวิตแห่งใหม่ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และความบันเทิงของทุกเพศและทุกวัย นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้ขยายธุรกิจสินค้ากลุ่ม Private Label เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยได้เปิดตัวสินค้ากลุ่ม Softline Home ภายใต้แบรนด์ “Haven” ซึ่งมีสินค้าครอบคลุมทั้งกลุ่มเครื่องนอน อุปกรณ์ในห้องน้ำ และสินค้าตกแต่งบ้าน บริษัทฯ ได้รับคะแนน 100 คะแนนเต็มจากโครงการประเมินคุณภาพการจัดประชุมผู้ถือหุ้น จากสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย (Thai Investor Association)

สิงหาคม

บริษัทฯ ได้นำเสนอช่องทางในการซื้อสินค้าออนไลน์แบบใหม่ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น ภายใต้ชื่อ “Robinson Chat & Shop” ซึ่งลูกค้าสามารถเลือกซื้อสินค้าผ่านทาง LINE @RobinsonOnline ด้วยขั้นตอนง่ายๆ เพียง 3 ขั้นตอน สั่ง-จ่าย-ส่ง โดยมีพนักงานที่คอยให้บริการช่วยหาสินค้า และส่งให้ถึงบ้าน เปรียบเสมือนมีผู้ช่วยซื้อสินค้าส่วนตัว นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้มีการเปิดตัวสินค้าใหม่ในกลุ่ม Private Label อาทิ เสื้อผ้าแฟชั่นสตรีภายใต้แบรนด์ “Seoulista” และเสื้อผ้าบุรุษภายใต้แบรนด์ “Emilio Valentino”

กันยายน

บริษัทฯ ได้จัดงานสัมมนาเปิดมุมมองใหม่ทางธุรกิจร่วมกับพันธมิตรคู่ค้ากว่า 200 บริษัท เพื่อหารือและนำเสนอความคิดเห็นที่จะนำไปสู่การสร้างความสำเร็จทางธุรกิจและเติบโตไปด้วยกันในอนาคต

พฤศจิกายน

บริษัทฯ ได้รับรางวัลบริษัทจดทะเบียนด้านนักลงทุนสัมพันธ์ดีเด่นติดต่อกันเป็นปีที่ 2 จากงาน SET Awards 2018 ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้แก่บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่มีความโดดเด่นในการดำเนินกิจกรรมนักลงทุนสัมพันธ์ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้รับการประเมินผล ด้านการกำกับดูแลกิจการอยู่ในระดับ 5 ดาวจากการสำรวจของสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (Thai Institute of Directors (IOD))

ธันวาคม

บริษัทฯ ได้เปิดศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ชัยภูมิ เป็นลำดับที่ 22 บนพื้นที่ 32,000 ตารางเมตร โดยได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบภายนอกอาคารจากความงดงามทางธรรมชาติของเสาหินหรือแท่งหินที่เป็นจุดเด่นของจังหวัดชัยภูมิ นอกจากนี้ ยังขยายพื้นที่ในส่วนของร้านอาหารและศูนย์อาหารมากขึ้น เพื่อดึงดูดลูกค้าเข้ามาใช้บริการ รวมถึงสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ และสวนสนุกสำหรับเด็ก เพื่อเป็นศูนย์กลางการใช้ชีวิตแห่งใหม่ที่ตอบรับกับไลฟ์สไตล์ของชาวชัยภูมิและชาวอีสานได้อย่างครบครัน